ประวัติวัดศรีธาตุประมัญชา (ป่าแมว)

                                                          ประวัติความเป็นมาขององค์พระธาตุ

                ในครั้งสมัยทวาราวดีเป็นยุคที่ชนชาติขอมเรืองอำนาจ  ได้มีชาวขอมเมืองเป็งจางนครราช (ปัจจุบันเป็นจังหวัดนครราชสีมา) ได้พากันอพยบขนเอาทรัพย์สมบัติเดินทางด้วยเกวียนและช้างมุ่งหน้าจะไปภูกำพร้า (พระธาตุพนม) เพื่อจะไปร่วมสร้างพระธาตุพนมโดยหวังจะน้ำเอาทรัพย์สมบัติที่นำมานั้นไปบรรจุไว้ที่องค์พระธาตุพนมแต่พอเดินทางมาถึงหนองขี้หูด (ปัจจุบันเรียกว่า บึง) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือตรงข้ามกันวัดป่าแมวในปัจจุบันนี้  ได้ทราบข่าวว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จและได้ปิดช่องบรรจุวัตถุหมดทุกช่องแล้ว  ชาวเมืองเป็งจางนครราชจึงได้หยุดพักที่ริมฝั่งหนองขี้หูดทางทิศเหนือและได้ตกลงกันสร้างพระธาตุขึ้นทางฝั่งทิศเหนือของหนองขี้หูด  เพื่อบรรจุสมบัติและวัตถุโบราณต่าง ๆ ที่นำมา  วัสดุที่ใช้ก่อสร้างในยุคนั้นคือ ใช้ดินเผาเป็นอิฐวางต่อเรียงรายกันขึ้นโดยใช้ยางไม้เป็นตัวเชื่อมอิฐให้ยึดติดกัน  เมื่อสร้างเสร็จแล้วปรากฏว่าองค์พระธาตุที่สร้างได้นั้นเล็กเกินที่จะบรรจุสมบัติที่นำมาได้หมดเรียกพระธาตุองค์นี้ว่า พระธาตุน้อย (สถานที่ตั้งของพระธาตุน้อยนี้ต่อมาเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านจำปี) ปัจจุบันจึงเรียกว่า  โนนโรงเรียน  พระธาตุน้อยนี้ยุคต่อมาได้หักพังลงมาได้มีการขุดค้นในช่วง พ.ศ.   ๒๔๗๑  โดยพระอาจารย์ตึ๊ (อ่อนตา) จากการขุดค้นได้พบพระพุทธรูปทองคำและทองสัมฤทธิ์มากมาย  พระพุทธรูปที่ขุดพบองค์ใหญ่ที่สุดเป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักขนาดหน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว  สูง ๔๓ นิ้ว  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดป่าแมว  ในที่สุดชาวเมืองเป็งจานนครราช  จึงได้ตกลงกันสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นให้ใหญ่กว่าองค์แรก  โดยยึดทางทิศใต้ของหนองขี้หูดที่เป็นเกาะมีน้ำรอบ (ที่ตั้งวัดปัจจุบัน) ใช้อิฐและยางไม้เป็นวัสดุเช่นกัน  จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุว่า  ในองค์พระธาตุส่วนกลางมีปืนบรรจุไว้  ๑  กระบอก  ในวันดีคืนดีจะโผล่ปากกระบอกออกมาภายนอกให้เห็นอยู่เนือง ๆ เมื่อมีการขุดคันในภายหลังพบ  ปืนสั้น  โปกปูน (ที่ตำหมาก)  และแมวทองคำ  ของสามสิ่งนี้ทำด้วยทองคำล้วน  เมื่อสร้างพระธาตุเสร็จทั้งสององค์แล้ว ชาวเป็งจานก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งกลับไปบ้านเมืองเดิม  อีกกลุ่มหนึ่งสร้างบ้านเรือนขึ้นใหม่ที่ทิศเหนือของหนองขี้หูดชื่อบ้านธาตุน้อยและชาวบ้านธาตุน้อยนี้ได้สร้างวัดและสิมมา (เสมา)  ขึ้นแต่ไม่ปรากฎชื่อวัดอีกทั้งยังสร้างสะพานไม้ขึ้นเพื่อข้ามไปมาระหว่างบ้านวัดด้วย (ในต้นยุคของอาจารย์ตึ๊ยังเห็นซากไม้และเสาสะพานปรากฎอยู่)  ต่อมาบ้านธาตุน้อยถูกภัยน้ำท่วมหลายครั้งจึงพากันอพยบไปอยู่ที่อื่น  ปล่อยให้วัดและหมู่บ้านร้าง

               จนกระทั่ง  ปี  พ.ศ. ๒๔๕๘  ชาวบ้านพันลำ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งบ้านพระประจักษ์) ได้มาหักล้างถางพงเพื่อทำกิน  จึงได้พบองค์พระธาตุลักษณะทรงสี่เหลี่ยม  ยอดชลูดขึ้น  สูงประมาณ  ๑๐  เมตร  ฐานกว้าง  ๖  เมตร  ส่วนล่างปิดทึบทั้งสี่ด้าน  ทางทิศตะวันออกมีลักษณะเป็นซุ้มประตูมีบันไดขึ้น  ๒  ขั้น  แต่ไม่มีทางเขาออก  รอบ ๆ ฐานของพระธาตุมีซากอิฐดินเผาหักพังรอบ ๆ ฐาน  ๒  ขั้น  สันนิษฐานว่า  เป็นกำแพงแก้ว  ทางทิศตะวันออกของพระธาตุมีลานอิฐและซากปรักหักพังของอิฐก่อบางด้านสูงประมาณ  ๑  เมตร บางด้านประมาณ  ๑  ศอก มีเสาหินเสมาล้อมรอบ  และในเสมาทางทิศตะวันออกมีเสาหินเป็นหลักศิลาจารึก  สูงประมาณ  ๒  เมตร  เสาหินนี้ถูกสลักเป็นบัวตูมทั้งด้านบนและล้าง  ตรงกลางสลัดเป็นอักษรโบราณ  ๒  แถว  แถวแรกเต็มด้านแถวที่  ๒  ครึ่งด้าน  (ปัจจุบันอยู่พิพิธภัณฑ์ขอนแก่น)  ยุคอาจารย์ตึ๊  มีผู้ที่สามารถอ่านภาษาขอมโบราณ  ภาษาไทยน้อยและภาษาสิงหลได้แต่ไม่มีใครสามารถอ่านข้อความหรือแปลอักษรบนเสานี้ได้เลย 

                จากหลักฐานที่ได้ค้นพบในหนังสือประวัติศาสตร์โบราณคดีอีสาน ได้กล่าวไว้ว่า  วัดศรีธาตุประมัญชา  เป็นแหล่งเสมาหินที่ได้ค้นพบเป็นแห่งแรก โดยอาจารย์มานิต  วัลลิโภคม  ได้ไปสำรวจเมื่อ พ.ศ.  ๒๕๐๕  อยู่ในบริเวณบ้านจำปี ตำบลบ้านท่าไฮ กิ่งอำเภอศรีธาตุ  แต่ได้มีผู้เคลื่อนย้ายนำเสมาเหล่านั้นมาเก็บไว้เสีย  ในเขตวัดศรีธาตุประมัญชา  จึงไม่อาจทราบลักษณะการปักเสมาเหล่านั้นได้   เสมาที่นำมาเก็บไว้มีสองหลัก  กับหลักจารึกอีกหลักหนึ่ง  เสมาเป็นแบบแท่งหิน หนา ๔๗  เซนติเมตร  กว้าง  ๔๙  เซนติเมตร  สูง ๑.๘๐  เมตร  มีรอยจารึกแต่ลบเลือนมากตรงโคนเสมาแกะเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย  หลักที่  ๒  เป็นแบบแท่งหินเช่นเดียวกันกับหลักที่  ๑  ส่วนหลักหินจารึกนั้นเป็นหินทรายแดง  รูปเป็นแท่งกลมปลายมน  แตกผ่าครึ่งวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้  ๖๒ เซนติเมตร  และสูง ๑.๑๗ เมตร  สำหรับศิลาจารึกอ่าน  ณ  ประเทศฝรั่งเศส  ในสมัยต่อมา  เจ้าหน้าที่กรมศิลปกรและศาสตราจารย์  Wilhelm G. Solheim ll (๑๙๖๖: ๑๕๘-๑๕๙)  ได้เดินทางมาสำรวจอีกครั้งหนึ่ง  ได้ทำรายงานการสำรวจบริเวณและนำเอาคำแปลศิลาจารึกมาพิมพ์เมื่อ  พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้ความว่าหลักหินนี้  พราหมณ์  ได้ทำพิธีตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักกำหนดเขตของของพระภิกษุสงฆ์ศักราชที่มีอยู่ในจารึกประมาณได้ราว  พ.ศ. ๑๑๕๔-๑๒๑๔ หรือไม่ก็ ๑๒๗๔ (Ibid, 181)  การพบศิลาจารึกหลักนี้นับว่ามีประโยชน์มากเพราะเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันกับเสมาหินที่พบในบริเวณเดียวกัน  ในเรื่องของอายุอย่างไม่ต้องสงสัย

                ในเขตบ้านท่าไฮ ศาสตราจารย์  Solheim และคณะพบเสมาหินปักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบบริเวณหนึ่งซึ่งกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๕ เมตร  เสมาที่พบมีสองแบบ  แบบแรกเป็นแท่งหินรูปสี่เหลี่ยม  กว้างราวด้านละ  ๔๐   เซนติเมตร  และสูงราว  ๗๐-๑๐๐  เซนติเมตร  มีทั้งหมด  ๖ หลัก  บางหลักมีรูปบัวสลักรอบฐาน  แบบที่สองมีเพียง  ๒ หลัก  เป็นแบบแผ่นหิน  ต่อจากบ้านท่าไฮ  ไปทางตะวันออกเฉียงใต้  ๓  กิโลเมตร Solheim สำรวมพบเสมาหินปักเป็นรูปกลมรีล้อมรอบเนินดินแห่งหนึ่งในเขตบ้านโนนหมากค่า   เนินดินกว้างราว  ๙  เมตร  ยาว  ๑๘  เมตรเสมาที่พบปักอยู่ที่เติมเป็นเสมาแบบแผ่นหิน  และมีสันตรงกลางคล้ายสถูป  เสมาที่พบในเขตอำเภอกุมภวาปี  ที่ควรนำมากล่าวไว้ในที่นี้อีกแห่งนี้ก็คือ  บรรดาเสมาที่

                ในนิตยสาร คนพ้นโลก  ฉบับที่ ๒๕๒๗  ได้ลงประวัติวัดดงเฒ่าเก่า บ้านหนองเรือ  ตำบลนาหมอม้า  อำเภออำนาจเจริญ  จังหวัดอุบลราชธานี  มีข้อความหนึ่งเล่าถึงความเป็นมาของเสาหินเสมาที่พบในวัดดงเฒ่าเก่าว่า  เสาหินที่พบที่วัดดงเฒ่าเก่านี้มีการค้นพบเสมาหินลักษณะเดียวกับที่ค้นพบที่  ตำบลจำปี  อำเภอศรีธาตุ  จังหวัดอุดรธานี  มีเสาหินหนึ่งแปลได้ความว่า เสาหินนี้พราหมณ์ได้ทำพิธีตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักกำหนดเขตของสงฆ์และบอกศักราชจารึก  พ.ศ. ๑๑๕๔  หรือเมื่อ ๑๓๗๖  ปีมาแล้วนับถึง  พ.ศ. ๒๕๓๐  ดังนั้น  วัดศรีธาตุประมัญชา (ป่าแมว)  ก็คงจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเสมาที่พบที่วัดดงเฒ่าเก่าด้วย 

                ในเขตบริเวณนี้ จัดว่าเป็นตอนเหนือของลุ่มน้ำมูลมีหนองใหญ่คือหนองหานน้อย  ซึ่งเป็นที่รวมของลำน้ำสายต่าง ๆ  ที่ไหลลงมาจากเทือกเขาภูพานในย่านนี้  ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำให้กับลำน้ำปาว  ซึ่งไหลลงได้  ผ่านอำเภอกมลาสัย  ลงไปรวมกับลำน้ำชีต่อไป  โดยเหตุที่บริเวณรอบ ๆ  หนองหานน้อยเป็นที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์  จึงเกิดเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นมากมายมีเมืองโบราณที่สำคัญหลายแห่งในเขตนี้  เช่น  ที่บริเวณบ้านดอนแก้ว  ส่วนในบริเวณอื่น ๆ  พบพระพุทธรูปและเสมาหินแบบทวารวดีหลายแห่งด้วยกันและในการขุดลอกบึงบริเวณวัดได้พบวัตถุโบราณเป็นจำนวนมาก ศิลปะเหมือนกับบ้านเชียง  จึงน่าจะลงความเห็นว่า ในบริเวณนี้ เป็นที่อาศัยของคนหลายยุคด้วยกันคือ  สันนิษฐานว่า ยุคแรกคือบ้านเชียง  ยุคที่สองคือ สมัยทวารวดีและยุคที่สามคือยุคที่มีการสร้างอุโบสถโดยพระอาจารย์ตึ๊

ปี  ๒๔๖๒  พระอาจารย์ตึ๊  เป็นชาวท่าคันโท  จ.กาฬสินธุ์  ได้ร่วมกับชาวบ้านจำปี  (อยู่ใกล้บริเวณโรงเรียนชุมชนจำปี)  บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้น  ได้สร้างสะพานเชื่อมบ้านกับวัดขึ้นทางทิศตะวันตกของพระธาตุ  มีพระเณรมาบวชเรียนไม่ต่ำกว่าพรรษาละ  ๕๐ ๑๐๐  รูป  จากหมู่บ้านต่าง ๆ เช่น  บ้านจำปี  บ้านหนองแวง  บ้านท่าไฮ  บ้านกุดขอนแก่น (บ้านปาว)  มีกุฎีและศาลาการเปรียญหลายหลัง  ได้มีการสร้างอุโบสถขึ้นครอบซากรอยเดิม  โดยช่างชาวญวนชื่อ คำพา  เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๖๔  ใช้หญ้าคามุงหลังคาและใช้ไม้มุงเปลี่ยนในภายหลัง           ที่มาของชื่อวัดป่าแมว  เมื่อครั้งพระอาจารย์ตึ๊เป็นเจ้าอาวาส  วัดนี้ได้รับการนับถือเลื่อมใสมาก  เพราะได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นหลายอย่างเช่น  ปรากฎมีแมวทองคำส่องแสงออกจากองค์พระธาตุแสดงอิทธิฤทธิ์สองแสงลอยส่องไปตามสถานที่ต่าง ๆ  แสงนั้นประดุจแสงนีออน  เมื่อมองใกล้ ๆ  จะเห็นดวงตาของแมวเป็นสีมรกตเรืองรอง  ใครที่มาขอพรจากพระธาตุมักจะได้สมดังปรารถนา  ในยุคอาจารย์ตึ๊ทุกปีของเดือนหกจัดให้มีการสรงน้ำองค์พระธาตุและจะนำเอาแมวทองคำ  ปืนทองคำ และโบกปูนทองคำออกมาสรงน้ำพร้อมกันด้วยโดยพระอาจารย์ตึ๊เป็นผู้นำเอาออกมาจากองค์พระธาตุจะด้วยวิธีใสไม่ปรากฎ และไม่มีช่องนำออกมาเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งและบริเวณวัดเดิม  เป็นป่าเล็บแมวรกร้างมากจึงตั้งชื่อว่า  วัดป่าแมว              ที่มาของวัดศรีธาตุประมัญชา  เมื่อวัดป่าแมวเจริญมาได้ระยะหนึ่งชื่อวัดป่าแมว  เป็นที่รู้จักกันไปทั่วถึงความศักดิ์สิทธิ์  หมู่บ้านต่าง ๆ จึงส่งบุตรหลานมาบวชเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกปี  และด้วยบารมีของพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์  พระอาจารย์ตึ๊จึงตั้งชื่อวัดโดย  ยึดคำว่า  พระธาตุเป็นแกนและให้ชื่อของสภาพแวดล้อมเป็นส่วนประกอบ  เช่น  กุดยางทางทิศตะวันออก  สระบัวใหญ่ทางทิศตะวันตกนำมารวมกันแล้ว  เรียกว่า  วัดศรีธาตุประมัญชากุดสระยางคำ  คนทั่วไปมักเรียกสั้น ๆ  ว่า วัดธาตุ  เมื่อมีการตั้งกิ่งอำเภอจึงใช้ชื่อวัดไปตั้งเป็นชื่อ  กิ่งอำเภอศรีธาตุ  ในปี  พ.ศ.  ๒๕๑๑  ก่อนนี้ตำบลจำปีขึ้นอยู่กับอำเภอกุมภวาปี

                เกิดอธิกรณ์  พระอาจารย์ตึ๊  เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีธาตุประมัญชากุดสระยางคำ  เป็นผู้นำในการบูรณะฟื้นฟูจนรุ่งเรือง  แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  พระอาจารย์ตึ๊มีอันต้องสึก  ในปี  พ.ศ. ๒๔๗๕  ด้วยเกิดอธิกรณขึ้น  ขณะนั้นท่านมีโครงการจะบูรณะพระธาตุองค์เก่าที่ชำรุดมานาน  หลังจากนั้นก็มีเจ้าอาวาสปกครองวัดสืบต่อมาหลายรูปแต่ไม่มีรูปใดอยู่ได้นานเหมือนพระอาจารย์ตึ๊  และยังเกิดอธิกรณ์เช่นเดียวกันอีกหลายรูป  ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ  เจ้าอาวาสแต่ละรูปล้วนเป็นพระที่เคร่งปฏิบัติแต่รูปใดคิดจะบูรณะองค์พระธาตุองค์เก่าให้ดีขึ้น  มักเกิดอธิกรณ์ถึงขั้นร้ายแรงหรือมีอันเป็นไป  หลังจากนั้นมาก็ไม่มีผู้ใดกล้าบูรณะพระธาตุอีก  จนกระทั่ง พ.ศ.  ๒๔๙๕  วัดศรีธาตุประมัญชากุดสระยางคำก็กลายเป็นวัดร้าง  บ้านต่าง ๆ ก็ได้สร้างวัดขึ้นเองในหมู่บ้านวัดป่าแมวก็กลายเป็นป่ารกร้างอีกครั้งหนึ่ง  เป็นสถานที่ที่น่าสพึงกลัวแม้ยามกลางวันก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล้ำกลายแต่ในบางครั้งก็ยังมีพระธุดงค์มาปักกลด  บางรูปก็อยู่ไม่ข้ามคืนก็มีอันต้องย้ายหนี

                มารศาสนา  ในปี  พ.ศ. ๒๕๐๔  ได้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมหนัก  วัดศรีธาตุประมัญชากุดสระยางคำ  อยู่ในเขต  ๖๒  อันเป็นเขตน้ำท่วมของเขตเขื่อนลำปาว  จังหวัดกาฬสินธุ์  ก็ถูกน้ำท่วมด้วยและรับค่ารื้อถอนจากกรมชลประทาน  ในช่วงนี้เองมีคนกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสเรียกตนเองเป็นเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรที่  ๗  จังหวัดขอนแก่น  ได้ทำการขุดค้นวัตถุมีค่าโดยขุดพระธาตุด้านซุ้มประตูพร้อมกับนำเอาหลักศิลาจารึกไปต่อมาทางกรมศิลปากรที่  ๗  จังหวัดขอนแก่น  แจ้งว่าจะมาทำการขุดค้น  วัตถุที่ขุดได้ในปีนั้นมีพระพุทธรูปทองคำ  สัมฤทธิ์  เสาศิลาที่จารึกภาษาขอม  พระเครื่องและสิ่งของอื่น ๆ  มากมายถึง  ๑๑  คันรถ  ของเหล่านั้นถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในจังหวัดขอนแก่น  แต่ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น  ส่วนใหญ่ได้หายไป  สันนิษฐานว่า  เป็นการทุจริตของคนบางกลุ่มได้นำไปขาย  หรือเป็นสมบัติของตน  เพราะในปี  ๒๕๓๐  ผู้บันทึกได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรเกี่ยวกับการขุดค้นองค์พระธาตุว่าได้มาทำการขุดค้นจริงหรือไม่และได้รับการยืนยันว่าการขุดในลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ลักษณะของกรมศิลปากรเป็นผู้ลงมือ

                ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง  วัดป่าแมวได้ถูกปล่อยเป็นวัดร้างนาน  ๓๕  ปี  กระทั่ง  พ.ศ.  ๒๕๒๙  เดือน  ๗  ได้มีพระภิกษุสามเณรและแม่ชี  ธุดงค์จาริกแสวงหาที่วิเวกมาถึงวัดแห่งนี้  ภิกษุท่านนั้นคือ  พระอาจารย์ขันทอง  ฐิตมโน  เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน  บ้านเดิมท่านอยู่ที่  บ้านเปลือยหัวดง  อำเภออำนาจเจริญ  จังหวัดอุบลราชธานี  (ในสมัยนั้น) คืนแรกที่ปักกลดเกิดนิมิตประหนึ่งเคยอยู่คู่บารมี  เห็นวัดที่มีน้ำล้อมรอบ  จึงคิดที่จะบูรณะขึ้นใหม่  เมื่อชาวบ้านทราบข่าวต่างยินดีและชื่นชมในบารมีและได้ร่วมใจกันปฏิสังขรณ์อย่างรีบด่วนโดยไม่เห็นแก่ความเหน็จเหนื่อยจนเป็นวัดที่สมบูรณ์และเหนือสิ่งอื่นใดคือ  การบูรณะพระธาตุจึงได้มีการสอบถามไปยังกรมศิลปากรแต่ยังไม่ได้รับตอบ  ชาวบ้านจึงตัดสินใจสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นให้เป็นเกียรติศักดิ์ศรีของชาวศรีธาตุและเป็นการประกาศบารมีแห่งการมุ่งมั่นของพระอาจารย์ขันทองในอันที่จะจรรโลงศาสนาสืบไป  ได้มีการวางศิลาฤกษ์  เมื่อวันจันทร์ที่   ๓๐  เดือน  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๓๐  ปี เถาะ  ขึ้น  ๒  ค่ำ  เดือน  ๕  โดย  ส.ส.  ประสพ  บุษราคัม  พระธาตุมีขนาดฐานกว้าง  ๑๒.๔๐  เมตร  สูง  ๒๑  เมตร  โดยช่างชาวกาฬสินธุ์  ชื่อนายอมร

                ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้จากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่หลายคนที่จดจำต่อ ๆ  กันมาหลายชั่วอายุและไม่อาจหาหลักฐานอื่นได้อีกเพราะความเก่าของวัดศรีธาตุนั่นเอง ฯ

---------------------------